วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดขบวนการซื้อถุงมือยาง

 


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วานนี้ (23 ก.ย.63) เวลา 15.30 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ อคส. กับพวก โดยต้องการให้ ป.ป.ช.กล่าวหา พ.ต.อ.รุ่งโรจน์กับพวกว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช.เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน


ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนระบุว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ได้ทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมถึงกฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีพฤติกรรมรีบเร่ง อีกทั้ง ร่วมสมคบกับบริษัทปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะบริษัท และไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความมั่นคง และความสามารถทางการเงิน นอกจากนี้ ยังไม่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.พิจารณา แต่กลับใช้อำนาจรักษาการสั่งให้ดำเนินการตามสัญญา และสั่งจ่ายเงินให้บริษัทเมื่อวันที่ 2 ก.ย.63 รวม 2,000 ล้านบาท หลังการทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 31 ส.ค.63 ซึ่งทำให้ อคส.เสียหาย


ทั้งนี้ ผู้บริหาร อคส.มองว่า กรณีนี้เป็นการกระทำเข้าข่ายทุจริต และใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียว เพราะในการซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาท รวม 112,500 ล้านบาทนั้น ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูล ไม่ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่กลับซื้อจากผู้ผลิตรายเดียว ไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ทั้งๆที่ผู้บริหารเคยต้องคดีฉ้อโกง สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม บริษัทไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา แต่กลับมีสิทธิ์ได้รับเงินมัดจำจาก อคส. 2,000 ล้านบาท รวมถึงไม่เสนอให้บอร์ดอนุมัติเงิน 2,000 ล้านบาท.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

เอเย่นต์ยาบ้า เหิมสู้ ตร. คว้ามีคัดเตอร์ไล่แทง จนท.เจ็บสอง แต่ไม่รอด

 


(23 กันยายน พ.ศ. 2563) โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.พิเชษฐ จิระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ , พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตะไคร้ รองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.ท.สุริยะฎิษ สุริยะธง หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ ทำการจับกุมตัวนายสุริยะ เตปิน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 ม.6 ต.ออนกลาง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 1,167 เม็ด มีดคัดเตอร์ 1 อัน นำตัวดำเนินคดีข้อหา"มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส พกพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ดำเนินดคีตามกฏหมาย

 

การจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำการออกจับกุมกวาดล้างกลุ่มผู้ค้ายารายย่อยในพื้นที่อำเภอแม่แแน และอำเภอสันกำแพง จับกุมได้ผู้เสพได้หลายคดี ซึ่งเกือบทุกรายได้ให้การชัดถอดว่ามีเอเย่นต์ใหญ่คือนายสุริยะ ทางเจ้าหน้าที่จึงให้สายลับติดต่อล่อซื้อโดยนัดส่งของกันที่บริเวณริมถนนหน้าบ้านของคนร้าย ทางเจ้าหน้าที่จึงวางกำลังดักสุ่มโดยรอบ พอถึงเวลานัดหมายนายสุริยะ ได้เข้ามาที่บ้านและยืนรอที่ริมถนนหน้าบ้าน ทางสายลับก็เข้าไปติดต่อส่งเงินมอบยาบ้า ทางเจ้าหน้าที่ที่สุ่มไว้ก็แสดงตัวออกมาหมายจับกุม แต่นายสุริยะ ก็ได้ต่อสู้ขัดขืน โดยใช้ มีดคัตเตอร์ทำร้าย ส.ต.ท.วัชระ ลาภเกิด ตำรวจสังกัดชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณนิ้วมือและสายลับได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลเป็นทางยาวบริเวณหน้าอก เพื่อพยายามเปิดทางหนี แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไว้ได้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับยามาจากพ่อค้ายารายใหญ่อีกถอดแล้วนำมากระจายขายรายย่อยเพื่อสร้างกำไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลการจับกุมกวาดล้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส.ว.ลั่นไม่ทรยศ 16 ล้านเสียงตั้ง ส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่

 


(23 กันยายน พ.ศ. 2563) ส.ว.ขวางตั้งส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่ เพราะเป็นการทรยศ 16 ล้านเสียงประชามติ รธน.ฉบับนี้ หวั่นไปไกลถึงล้มการปกครอง ยุนายกฯลาออกปิดสวิตช์ส.ส.เลือกตั้งใหม่ ด้าน "น้องวิษณุ" แนะทำประชามติ 2 ครั้ง เชื่อมียื่นศาลตีความ


สำหรับบรรยากาศการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย โดย ส.ส.และส.ว.สลับกันขึ้นมาอภิปรายการแก้รัฐ ธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของส.ส.รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้ง ส.ส.ร.มา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีปัญหามากมาย ขณะที่ส.ว.ส่วนมากที่ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นคัดค้านการตั้ง ส.ส.ร.เนื่องจากเกรงว่า เป็นการตีเช็กเปล่า ไม่รู้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง และมีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และสิ้นเปลืองงบประมาณทำประชามติ โดยสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแทน อาทิ พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ ส.ว.อภิปรายว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ การให้มีส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการทรยศต่อ 16.8 ล้านเสียงที่เห็นชอบรัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ และยังสิ้นเปลืองงบประมาณ 20,000ล้านบาท ในการทำประชามติ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อวัคซีนโควิด-19 ไม่รู้คิดถึงคนไทยหรือคิดถึงวาระซ่อนเร้นของตัวเอง ดังนั้นควรแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราจะเหมาะสมกว่า ตนยินดีที่จะสนับสนุนการแก้ไขรายมาตราเรื่องให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบ


นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีแต่ให้แก้เพิ่มเติมเท่านั้น ดังนั้นการขอแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคือ การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกรงว่า อาจมีการไปยื่นให้อัยการสูงสุด หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับทำได้หรือไม่ เพราะอาจถูกกล่าวหากระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 รวมถึงอาจถูกป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องจงใจปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิการเมือง 10ปี และถูกฟ้องคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ส่วนการปิดสวิตช์ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 นั้น ขอถามว่า ส.ว.250 คน ทำผิดอะไร ถึงขั้นจะปิดสวิตช์ส.ว.ไม่ให้ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ส.ว.อยู่มาไม่ถึง 2 ปีจะปิดสวิตช์แล้ว ขณะนี้ประเทศมีปัญหามากมาย นายกฯควรปิดสวิตช์ส.ส.ด้วยการยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีกว่า


พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนที่จะมีการลงมติรับหลักการในวาระแรกว่า อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และครั้งที่สอง ทำหลังจากส.ส.ร.ยกร่างเสร็จและมีการลงมติเรียบร้อยแล้วให้ทำประชามติสอบถามประชาชนว่า พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นอกจากยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว การแก้ไขแบบรายมาตราก็มีคำถามเหมือนกันว่า จะต้องทำประชามติถามประชาชนหรือไม่ ยืนยันว่า ตนไม่ขัดข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายในอาณัติของใคร เคารพเสียงของประชาชนและลูกๆหลานๆที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ขัดกฏหมาย ไม่มีใครนำเรื่องไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า กระบวนการได้รัฐธรรมนูญไม่ชอบ เพราะเมื่อครั้งปี 2555 ที่มีการยื่นแก้ไขมาตรา 291 ในรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อแก้ไขทั้งฉบับก็มีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สามารถทำได้หรือไม่ ในที่สุดศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขทั้งฉบับควรผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนที่จะมีการแก้ไข ผมเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีคนยื่นให้ศาลตีความเหมือนกับในปี 2555 แน่นอน ซึ่งโดยส่วนตัว ถ้าผมขัดข้องหมองใจหนักๆก็ยินดีลาออกจากส.ว.เพื่อยึดหลักกฏหมายที่ถูกต้อง

"ดีเจก๊อง" เสียชีวิต รถเก๋งชนเสาไฟฟ้าพังยับเยินบริเวณโค้งร้อยศพ

 


(24 ก.ย. 2563) เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ ปราบคนชั่ว สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายใน 1 ราย บริเวณก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร กทม. จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง


ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณช่วงโค้งร้อยศพ ฝั่งตรงข้ามศาลอาญารัชดา ก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 เล็กน้อย พบเสาไฟฟ้าแรงสูงหักตั้งแต่ช่วงกลางต้น แผงเหล็กกั้นได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก ห่างไปประมาณ 30 เมตร บริเวณเลนขวาสุดชิดเกาะกลางถนน พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีดำ หมายเลขทะเบียน 2 กง 7786 กรุงเทพมหานคร สภาพตัวรถพังเสียหายยับเยิน มีชิ้นส่วนแตกกระจัดกระจายตกเกลื่อนพื้นถนน ถุงลมนิรภัยทั้งด้านคนขับและที่นั่งข้างคนขับทำงาน ส่วนร่างผู้ขับขี่หลุดออกจากเข็มขัดนิรภัยกระเด็นไปเสียชีวิตที่เบาะหลัง ทราบชื่อต่อมาคือ นายอรรณพ พูนศรีพัฒนา หรือก๊อง อายุ 33 ปี อาชีพดีเจ สวมเสื้อยืดสีเทา นุ่งกางเกงวอร์มขายาว สีดำ สภาพกะโหลกแตก คอหัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างประตูหลังด้านขวา เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถ ส่วนภายในห้องโดยสารพบบัตรประจำตัวของผู้ตายซึ่งออกให้โดยสภาสถาปนิก 1 ใบ และอุปกรณ์เครื่องเล่นอิเล็คทรอนิกส์ของดีเจ จำนวน 1 ชุด จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน


สอบถาม นายบุญส่ง ก้านแก้ว อายุ 60 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรทำหน้าที่ตามปกติ จู่ๆก็ได้ยินเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าที่อยู่ด้านหน้าระเบิด และไฟฟ้าดับทั้งหมด จึงออกมาดูพบว่า เป็นอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับเสาไฟฟ้าแรงสูง และมีผู้เสียชีวิต ซึ่งที่ผ่านมา ในจุดนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยล่าสุดเพิ่งเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเล็กและแม่ รวม 2 ศพไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


ต่อมาที่ สน.พหลโยธิน ได้มี น.ส.นันทณัฏฐ์ พูนศรีพัฒนา 36 ปี พี่สาวของนายอรรณพ และกลุ่มเพื่อนที่ทำงานดีเจ พีอาร์ และกลุ่มคนทำงานกลางคืนหลายคนที่ทราบเรื่อง เดินทางมาแสดงความไว้อาลัยผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยทันทีที่พบร่างของนายอรรณพต่างร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ บางคนรับไม่ได้กับภาพที่เห็นเกิดอาการเป็นลมล้มพับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันหามตัวไปปฐมพยาบาลที่โซฟาด้านบนโรงพัก โดย น.ส.นันทณัฏฐ์ พี่สาวซึ่งยังอยู่ในอาการช็อคบอกกับตำรวจสั้นๆ ว่า ทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นจะนำศพน้องชายไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี


ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า จากการสอบถามพี่สาวและเพื่อนผู้ตายให้การตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนายอรรณพได้ไปทำงานดีเจที่ร้านเดอะคอนเนอร์ ย่านบางเขน ก่อนจะเร่งทำเวลาเดินทางเพื่อไปทำงานอีกร้านที่ซอยสุขุมวิท 5 ส่วนตัวนายอรรณพไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ เบื้องต้นพบว่าไม่มีรถคู่กรณี มีเพียงเสาไฟฟ้าหักเสียหาย 1 ต้น จึงจะประสานประกันภัยมาชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ส่วนสาเหตุคาดว่าช่วงเกิดเหตุ ฝนกำลังตก ทำให้ถนนเปียกลื่น รถจึงเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าแล้วพลิกคว่ำ หลังจากนี้จะให้มูลนิธิปอเต็กตึ้งนำศพส่งสถาบันนิติเวชรพ. ตำรวจก่อนจะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติจากหน้าเฟซบุ๊คของนายอรรณพ ผู้เสียชีวิต ที่ใช้ชื่อว่า “Annop Poonsripattana” พบว่าเจ้าตัวจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะสถาปัตยกรรม และมีอาชีพเป็นดีเจในสถานบันเทิงต่างๆ รวมถึง เคยเป็นผู้เข้าร่วมสมัครรายการเทคมีเอาท์ไทยแลนด์ เมื่อปี 2558 โดยหลังเกิดเหตุ ได้มีศิลปินนักร้อง เพื่อนและคนรู้จัก เข้ามาโพสต์แสดงความเสียใจและอาลัย อาทิ ศิลปินนักร้องไวตามิน เอ ได้โพสต์ว่า "ไม่อยากเชื่อเลย ขอบคุณมิตรภาพที่ดี ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะน้องรัก RIP ก๊อง พักผ่อนนะครับ

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

ว่อนเน็ต! โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน ห้ามพนักงานจาบจ้วงลบหลู่สถาบันฯ มีโทษขั้นสูงสุด

 


(23 กันยายน 2563) โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน เรื่อง นโยบายบริษัทและกิจการในเครือ ไม่อนุญาตให้พนักงานใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย สถานที่ของบริษัท แสดงออก เผยแพร่ข้อมูล รูปภาพ แต่งกาย อันเป็นการบ่งชี้สนับสนุนฝักใฝ่ จาบจ้วงสถาบันฯ ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ทั้งนี้ หากต้องการแสดงออกข้างต้นขอให้ใช้สิทธิ์ลาออกเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อน ขณะที่ เจ้าของโรงสี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ ข่าวข้นคนเนชั่น ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี


เรียน ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ตามที่เกิดสถานกาณ์ทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย โดยมีการพยายามใช้สถานการณ์ต่างๆ เพื่อกล่าวอ้างโจมตี และมีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบแล้วนั้น


เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนถูกต้องตรงกัน ผู้บริหารขอแจ้งเจตนารมณ์และนโยบาย ว่า บริษัทฯ กำหนดเป็นนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่อนุญาตให้พนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใด ใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายหรือสถานที่ของบริษัทฯ แสดงออกไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ตลอดจนการแสดงทางคำพูด และการเผยแพร่เกี่ยวกับข้อมูล รูปภาพที่ไม่เหมาะสมทางสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งการแต่งกาย การแสดงออกทางสัญลักษณ์ อันเป็นการบ่งชี้ ถึงการสนับสนุน หรือฝักใฝ่ในสิ่งที่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้แสดงออกหรือเรียกร้องให้บุคคลอื่นปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอยู่ ณ ขณะนี้ หากพนักงานท่านใด แสดงออกถึงการจาบจ้วง ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ บริษัทฯ จะถือเป็น การกระทำที่ผิดกฎระเบียบริษัทฯ ในชั้นสูงสุด บริษัทฯ จะดำเนินการพิจารณาโทษในชั้นสูงสุด ต่อไป


อนึ่ง หากท่านมีความประสค์ที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในบริบทข้างต้น ที่จาบจ้วง ให้ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้ใช้สิทธิ์ในการลาออกเพื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงาน บริษัท และบริษัทในเครือฯ ก่อนที่จะดำเนินการด้วย


จึงประกาศมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไปอย่างเคร่งครัด


ล่าสุด "เจ้าของโรงสี" ดังกล่าว ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ "ข่าวข้นคนเนชั่น" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ถึงประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ดังกล่าว ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเหตุผลทางการเมือง เพียงแค่อยากให้พนักงานในบริษัทเข้าใจถึงเจตนารมณ์และนโยบายของบริษัทเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับทราบและมองไปในทางเดียวกัน



"เจ้าของโรงสี" เผยว่า หลังจากออกประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ไป ฟีดแบคในทางลบไม่มีเลย มีมาในทางบวกมากกว่า โดยจะมีอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มเล็กๆ จะยังไม่เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ท่านทรงทำอะไร แต่ในส่วนของคนกลุ่มที่มีความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว พวกเค้าดีใจที่เราเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่ส่วนของกลุ่มเล็กๆ เค้าไม่ได้โกรธเกลียดเลยต้องไปทำความเข้าใจ บริษัทของผมหรือหน่วยเล็กต่างๆ ก็ต้องเป็นตัวอย่างในการที่ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวมีความเข้าใจถึงสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัว หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านทรงทำให้กับประชาชนคนไทยและประเทศ โดยยกพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่ให้ได้รู้กัน


ในระหว่างการสัมภาษณ์ กนก รัตน์วงศ์สกุล ได้ถามความคิดเห็นกับ "เจ้าของโรงสี" ว่า ถ้าหากมีพนักงานในบริษัทไปชุมนุมและชู 3 นิ้วในพื้นชุมนุม ถือว่าทำผิดกฎของบริษัทหรือไม่


"เจ้าของโรงสี" บอกว่า ในประกาศจะเกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันฯ แต่ในส่วนของสิทธิ์การแสดงออกทางการเมือง ผมเคารพในจุดนี้ แต่ก็คงต้องเชิญมาคุยว่าอย่าให้ไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น และควรจะอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออก แค่ไม่ควรเกินเลย หรือไปจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์


"อยากให้คนที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันและแก้ปัญหา เพราะว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยและโลกมันแย่พออยู่แล้ว อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย" เจ้าของโรงสี กล่าวปิดท้าย

ด่วน! สั่งปิดชายแดน-ระงับการใช้ช่องทาง "สังขละบุรี-พญาตองซู" ฝ่าฝืนโทษหนัก

 


22 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 14.00 น. นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี/ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี/ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดกาญจนบุรี มีประกาศคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 3719/2563 เรื่อง การระงับใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี


อนุสนธิคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 2675/2563 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2563 เรื่องการผ่อนผันการใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรเฉพาะเพื่อการขนส่งสินค้า ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นั้น


รายละเอียดระบุว่า เนื่องจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.)ได้รายงานข้อมูลผู้ติดเชื้อในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่า เกิดการระบาดระลอกที่ 2 ตั้งแต่วันที่16 สิงหาด 2563 จำนวน 580 ราย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐยะไข่ที่เมืองซิตตเว ซึ่งเป็นเมืองเอก ทั้งนี้ รัฐยะไข่ กำลังเป็นพื้นที่วิกฤตที่สุด จำนวนผู้ป่วยสะสมในพื้นที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลสั่งล็อกดาวน์เมืองซิตตเวอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 20 สิหาคม 2563 ที่ผ่านมา


ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD -19) ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนของสาธารณรัฐแห่สหภาพมียนมา และมีช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD - 19) ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข


อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และข้อ 7 (1) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25  มีนาคม พ.ศ.2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้กับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดกาญจนบุรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26  มกราคม 2559 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติในการพิจารณาการเปิด ระงับ หรือปิดจุดผ่านแดนประเภทต่าง ๆ

จังหวัดกาญจนบุรีจึงมีคำสั่ง ดังนี้


1. ระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออกขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดน และห้ามเคลื่อนย้ายบุคคล รวมถึงผู้ป่วยเข้ามาทุกกรณี ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และซ่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติโดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มงวด


2. เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539


ทั้งนี้ ผู้ใดฝาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ โดยไม่มีเหตุอันสมควรจะมีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม  2563 สั่ง ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

กลับมาแล้ว! "ฌอน" บริจาค 1.3 ล้านบาท ทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

 วันที่ 22 ก.ย. 2563  แฟนเพจ Sean Buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมระบุข้อความว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ทีมงาน และผู้คนในชีวิตจริง โดยที่ไม่ได้ใช้ Social Media เลย และจะยังคงทำต่อไปเรื่อยๆ วันนี้แวะเข้ามาเพื่อมาขอบคุณสำหรับกำลังใจที่หลั่งไหลเข้ามาตลอดทั้งในทางข้อความ และตอนที่ได้พบเจอกันในที่ต่างๆ รู้สึกอบอุ่นและซึ้งใจมาก ในคลิปจะเป็นบรรยากาศบางส่วนในแต่ละวันที่ผ่านมาที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน


สำหรับเพื่อนๆ ที่ปรารถนาดี ที่ยินดีที่จะรับรู้เรื่องราวจากทางผม ผมมี 4 ประเด็นที่อยากสื่อสารกับเพื่อนๆ ดังนี้


1. เงินที่ผู้มีจิตศรัทธาสมทบเข้ามาในช่วงเดือน มี.ค. 2563 - เม.ย.2563 ที่ผ่านมาจำนวนเต็มคือ 1,346,887.73 บาท (หนึ่งล้านสามแสนสี่หมื่นหกพันแปดร้อยแปดสิบเจ็ดบาทเจ็ดสิบสามสตางค์) โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้ได้ทำเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืน โดยมีที่ปรึกษาเป็นพระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด จังหวัดเชียงใหม่, ครูบาอาจารย์, นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสบการณ์ และมีคณะกรรมการในการร่วมตัดสินใจในทุกๆ ขั้นตอน


หากท่านใดที่ต้องการจะมีส่วนร่วมทั้งการเป็นจิตอาสา ทั้งการเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม หรือเป็นชุมชนใดที่ต้องการเตรียมการเพื่อป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีหน้า เช่น การสร้างแนวกันไฟ ฝาย ปลูกป่าเปียก หรือ ต้องการอุปกรณ์ต่างๆ สามารถติดต่อเข้าไปที่เพจ "รักษ์ไม่มีเงื่อนไข" ได้เลย


2. ที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือเต็มที่กับเจ้าหน้าที่สอบสวน ไม่เคยมีการหลบหนีใดๆ โดยหลักฐานทั้งหมดได้อยู่ในมือของผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ อยู่ในกระบวนการที่ถูกต้อง และกำลังอยู่ในความดูแลของทีมกฎหมาย (หลักฐานเรื่องการซื้อบ้าน ซื้อรถ จากรายได้โดยสุจริต ทุกอย่างได้ดำเนินการก่อนเรื่องรับบริจาค มีการเสียภาษีที่เป็นไปตามกฎหมายและมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้รับมาจากผู้มีจิตศรัทธา)


3. ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้ไม่ได้ลงภาพหรือคลิปใดๆ แต่เรายังคงลงมือทำงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พวกเราเข้าไปเรียนรู้ด้านการพัฒนาสังคมเพราะทุกๆ ที่ที่ไป ทุกคนที่ได้เจอ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ


4. ขออภัยอีกครั้งหากสิ่งใดที่เคยทำหรือสื่อสาร ทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจ ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ขอให้ยกโทษให้ด้วย เพราะด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้วไม่มีเจตนาจะว่า หรือให้ร้ายต่อใคร และยินดีน้อมรับทุกถ้อยคำเพื่อที่จะแก้ไข ปรับปรุงตนเองต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนทำให้ครอบครัว และเพื่อนๆ ได้มีโอกาสฝึกฝน พัฒนาตนเองทั้งกายและจิตใจมากขึ้น


ต่อจากนี้ไป จะยังคงใช้ชีวิตออฟไลน์ ยังไม่กลับมาใช้ Social Media อีกสักระยะ แต่จะยังคงลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหา บรรเทาหมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืนสำหรับปีถัดไปในทุกๆ สัปดาห์ เพราะปัญหานี้เรื้อรังมากว่า 10 ปี คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหมดไป แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ที่จะบรรเทาปัญหา.