วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'ปิยบุตร'อัด'ประยุทธ์'ไร้ความจริงใจห่วงเปิดประชุมรัฐสภาเป็นเวทีถล่มม็อบย้ำต้องพูดคุยเรื่องปฏิรูปสถาบัน

 23 ต.ค.63- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ (22 ต.ค.) ที่เพจคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จัดรายการ "ก้าวหน้า ทอล์ก" พูดคุยถึง สถานการณ์ทางการเมือง การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน รวมถึงท่าทีล่าสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พยายามอธิบายขอความร่วมมือให้ถอยคนละก้าว โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ถ้าพิจารณา จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ถอยคนละก้าว เพราะตั้งแต่ยึดอำนาจมาจนปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถอย มีแต่รุกคืบกินแดนประชาธิปไตย กินแดนเพื่อรักษาอำนาจตนเองเข้ามาเรื่อยๆ และเวลามีการคัดค้าน ก็จะรักษาที่มั่น รักษาสถานะตนเองไว้แต่ไม่เคยถอย


ตัวอย่างเช่น เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มีการพูดตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อสืบทอดอำนาจสำเร็จ ลึกๆ ก็ไม่อยากแก้ แต่ก็ยอมเติมให้ 1 บรรทัดในนโยบายของรัฐบาล ให้มีการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่แก้ไข หลังจากนั้นมีเสียงเรียกร้องมากขึ้น ก็ใช้วิธีการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษา ทอดเวลาอีกหลายเดือน มีเสียงเรียกร้องอีก ก็ยอมให้ แต่เป็นการแก้ที่ซื้อเวลา เพราะกว่าจะมี สสร. กว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้คงอยู่อีกนานจนครบวาระ นี่ยังไม่นับหากสามารถยึด สสร. ได้  แล้วตอนนี้ก็มาตั้ง กมธ. พิจารณาก่อนรับหลักการ อย่างนี้แสดงว่าไม่เคยมีความจริงจังหรือจริงใจเลย


 "ยังมีเรื่องการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่มีทั่วประเทศ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์  ใช้เทคนิคเดิมซ้ำซาก นั่นคือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กำจัดเสรีภาพการชุมนุม ไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น และพอมีการชุมนุมเสร็จแล้วตั้งข้อหา ไม่ว่าจะ พ.ร.บ.การชุมนุม พ.ร.บ.ความสะอาด หรือเรื่องกีดขวางจราจร อีกสารพัด เป็นการตั้งข้อหาเยอะๆ และออกหมายจับทิ้งไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกจับ ซึ่งโดยมากก็ไปจับตอนกลางคืน ให้สายสืบนอกเครื่องแบบไปจับ ไม่ยอมจับซึ่งหน้า นี่คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และพอจับแล้วก็ไม่ให้ประกัน และถึงได้ประกัน พอมีปล่อยตัว ก็มีหมายจับจากพื้นที่อื่นมาอายัดตัวไป การจับๆ ปล่อยๆ แบบนี้คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ชุมนุมอ่อนแรง ซึ่งอย่างนี้ไม่เรียกการถอยอย่างแน่นอน" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ยังมีกรณีหนังสือ ถึงประธานรัฐสภาเพื่อขอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งถ้าปิดชื่อหัวหนังสือ 3 ข้อที่ระบุไปนั้น อ่านแล้วนึกว่านี่คือประกาศคณะรัฐประหาร หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวโทษผู้เยาวชนผู้ชุมนุมเต็มไปหมด ซึ่งถ้าผู้ชุมนุมได้อ่าน คิดว่าพวกเขาจะคาดหวังการเปิดสภาพูดคุยเรื่องอะไร ซึ่งตนได้ข่าวมาว่า ส.ส. ฝั่งรัฐบาล และ ส.ว. เตรียมใช้เวทีประชุมสภาวิสามัญนี้ ในการถล่มม็อบนักเรียนนิสิตนักศึกษา และเผลอๆ อาจลามมาถล่ม ส.ส. ก้าวไกล พรรคฝ่ายค้าน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และตนเองด้วย ซึ่งถ้าเปิดสภาคุยกันมีแต่เรื่องว่า นักเรียนนักศึกษาไม่มีความคิด ถูกปลุกปั่น มีผู้อยู่เบื้องหลัง จาบจ้วง ฯลฯ ถ้าออกมาลูกนี้คงดูไม่จืดแน่ เพราะแทนที่จะเปิดสภาเพื่อหาทางออก จะเป็นการเปิดประชุมสภาที่เอาน้ำมันสาดเข้ากองไฟ ดังนั้น ถ้า ส.ส. รัฐบาล หรือ ส.ว. คิดแบบนี้ โปรดอย่าทำ เพราะทำเมื่อไหร่เดือดแน่นอน จนคุณควบคุมไม่ได้ ตนหวังว่าการเปิดสภาจะเป็นการช่วยหาทางออก ไม่ใช่ถล่มขบวนการนิสิตนักศึกษา


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า กรณีข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งขณะเดียวกันมีอีกฝ่ายออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ลองพิจารณาว่า คำว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตรงไหนเป็นประโยคหลัก ตรงไหนเป็นอนุประโยค ซึ่งถ้าตามนี้ก็ต้องเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง และประมุขของรัฐคือกษัตริย์ ที่ต้องจัดวางตำแหน่งให้ที่ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในรัฐธรรมนูญ หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวด 2 เป็นองค์กร สถาบันตามรัฐธรรมนูญ นี่คือความหมายว่าพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้น


ดังนั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยได้เสมอ เช่นเดียวกับรัฐสภา ที่ถกเถียงออกแบบกันจะเอาสภาเดี่ยวสภาคู่ หรือศาลว่าจะเอาอย่างไรปฏิรูปอย่างไรก็ต้องถกเถียงเช่นกัน เวลาเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่จะมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือเหนือกาลเวลา เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ปัจจุบัน สังคมกำลังยกเว้นให้กับพระมหากษัตริย์มากเกินไป จนคลุมไปทุกเรื่อง


"ตำแหน่งประมุขของรัฐต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น แต่ละตำแหน่งมีเอกสิทธิ์ อำนาจหน้าที่ ตามแต่ระบบอการปกครองจะให้ เช่น ประมุขของรัฐ ในช่วงดำรงตำแหน่งจะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีบ้านที่พักอาศัย มีคนติดตาม มีขบวนรถ มีพิธีกรรม พิธีการ  ฯลฯ นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญมอบให้กับประมุขของรัฐ สร้างให้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ และก็มีข้อยกเว้นได้ที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นก็กินแดนเข้ามาในประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ดำรงอยู่ตามประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปตามเวลา นั่นคือไม่มีใครยอมให้ใครสืบทอดอำนาจตามสายโลหิตในรัฐ แต่เมื่อยังหลงเหลืออยู่ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ได้ โดยออกแบบให้เป็นประมุขและจำกัดเรื่องพระราชอำนาจ ข้อยกเว้นที่มีให้ก็ต้องพอสมควร ไม่ใช่มากเกินไป ดังนั้น ประมุขของรัฐต้องดำรงอย่างมีเกียรติด้วยตามที่ระบอบประชาธิปไตยให้ไป ซึ่งวันนี้ต้องถามว่า ตกลงแล้ว เราสร้างข้อยกเว้นให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมากเกินไปหรือไม่ ถ้าใช่ จะลดลงมาหรือไม่" นายปิยบุตร กล่าว


นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า วันนี้เรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาวางอยู่บนโต๊ะ พูดกันบนท้องถนนแล้ว คำถามคือรัฐบาลจะจัดการอย่างไร  ซึ่งก็มี 2 วิธี คือ 1. ใช้ความรุนแรง ลงโทษ อุ้มฆ่า ฯลฯ แล้วหวังว่าคนจะกลัว กับ 2. ยอมรับว่ามีคนเรียกร้องเรื่องนี้ มีคนตั้งคำถามเรื่องนี้ ดังนั้น สร้างพื้นที่ในการพูดคุย ออกแบบว่าสังคมไทยจะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างไรให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในความเห็นตนนั้น เห็นว่าต้องใช้วิธีแบบหลัง เพราะแบบแรกไม่มีทางปกป้องสถาบันกษัตริย์ได้


และวันนี้ กลุ่มคนปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่ทำๆ กันอยู่นั้น ไม่เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์เลย การใช้วิธีเกณฑ์คนมา จัดคนมาประจัญหน้ากัน ถามว่าทำแบบนี้จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์หันมารักได้เหรอ ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม มีคนไทยอายุน้อยๆ รุ่นหนึ่งที่มีความคิดไม่เหมือนกับคนรุ่นอาวุโส หรืออนุรักษ์นิยม คุณปราบไม่หมดแน่นอน และคนรุ่นนี้คือคนที่จะอยู่ในสังคมอีกนาน ขณะที่ผู้อาวุโสมีแต่จะหมดไป


"ดังนั้น ผมอยากเชิญชวนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยังมีสติ มีเหตุมีผลอยู่บ้างช่วยกันพูดเรื่องนี้ เพื่อเราจะได้ควบคุม คาดการณ์ คาดหมายสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ สถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในโลกเหลือไม่มากแล้ว เราต้องตั้งคำถามว่าจะเอาแบบไหน ถ้าเลือก ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ต้องออกแบบเป็น ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  และสิ่งที่นักเรียนนิสิตนักศึกษาพยายามเรียกร้องนั้น ไม่ใช่มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องทะลุเพดาน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือทำไม่ได้ เพราะเขาเรียกร้องประเทศไทยปกครองประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่ปรับข้อยกเว้นลงมา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการอยู่รวมกัน ตอนนี้ศตวรรษที่ 21 แล้ว การรักษาสถาบันกษัตริย์ดีที่สุดคือประชาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยมไม่มีทางรักษาได้ ทำได้แต่เพียงอ้างตัวเองเพื่อให้ได้ประโยชน์ ทำได้แต่เพียงประคับประคองเท่านั้น แต่คลื่นลมความเปลี่ยนแปลงจะทำลาย มีแต่เพียงประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณไม่ต้องการให้ประชาธิปไตย แต่ต้องการให้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ " นายปิยบุตร กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/81521


ศาลอาญาฯ ไม่ให้ “ตัน” สุรนาถ ประกันตัว คดี #ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี อ้างเป็นข้อหาร้ายแรง เกรงจะหลบหนี

 22 ตุลาคม 2563 – ภายหลังจากการจับกุม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักกิจกรรมด้านการพัฒนาสังคมและเยาวชน ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับออกโดยศาลอาญาฯ เมื่อวานนี้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวต่อไปยัง สน. ดุสิต เพื่อทำบันทึกจับกุม และถูกควบคุมตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 “มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ”, มาตรา 385 “กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร”, และกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ


ในวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสุรนาถมาที่ศาลอาญาฯ เพื่อทำเรื่องขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ราวสี่โมงเย็น นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาในคดีได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 7 วัน ทางด้านทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นประกันโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. และเงินสดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมวงเงิน 1,335,600 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว อ้างว่า พฤติการณ์และข้อกล่าวหาตามคำร้องฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรง หากมีการหลบหนีจะมีความเสียหายมาก  หากข้อกล่าวหาเป็นจริงย่อมมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้าย อีกทั้งผู้ต้องหาเพิ่งจะถูกจับกุม สมควรให้เจ้าพนักงานได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนซักระยะหนึ่งก่อน ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง


สำหรับคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังผู้ต้องหา ในส่วนแรกได้เท้าความถึงการเข้าจับกุมนายสุรนาถที่บ้านพักตามหมายจับ และนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน. ดุสิต อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ของคำร้องไม่ได้มีกล่าวถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่นำตัวสุรนาถไปกักตัวไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 แต่อย่างใด


ในส่วนต่อมาได้กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกล่าวหาว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหาในคดี ทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ นัดหมายและชักชวนกันตามสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อมาชุมนุมกันในระหว่างวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดําเนิน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. ผู้กล่าวหาได้เดินทางไปที่บริเวณสนามม้านางเลิ้งและได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่ม #คณะราษฎร์2563 อยู่เต็มพื้นที่ ทําให้ไม่สามารถขับรถจักยานยนต์เข้าไปบริเวณสะพานมัฆวาน ผู้กล่าวหาจึงได้จอดรถไว้ที่ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นได้เดินเท้าจากบริเวณดังกล่าวเพื่อตามหาภรรยาซึ่งไปเฝ้ารับเสด็จ เมื่อไปถึงบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ฝั่งทําเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีนายเอกชัย หงส์กังวาน และประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนกันอยู่บริเวณจุดสกัดกั้น


เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่เพื่อจะดําเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีขบวนเสด็จของพระราชินีและเจ้าฟ้าทีปังกรฯ อยู่ในเส้นทางการเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง เมื่อขบวนเสด็จมาถึง บริเวณที่นายเอกชัย หงส์กังวาน กับกลุ่มชุมนุมยืนอยู่ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหา สังเกตเห็น นายเอกชัย หงส์กังวาน และพวกได้มีการตะโกนโห่ร้อง โดย นายเอกชัยฯ ได้พูดให้กลุ่มผู้ชุมนุมชูสามนิ้วขึ้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีและพรรคพวกของนายเอกชัยฯ ก็ได้ชูสามนิ้วขึ้นตามที่นายเอกชัยฯ ตะโกนบอกและ นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมยังได้พยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวกั้นมวลชน จํานวน 2 แถว เพื่อถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อจะเข้าไปให้ใกล้รถยนต์พระที่นั่งที่เสด็จผ่านมา ขบวนเสด็จจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ซึ่งคนที่เดินตามรถยนต์พระที่นั่งสามารถเดินตามได้ทัน


นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีนี้และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินติดตามรถยนต์พระที่นั่งไปจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง ขบวนเสด็จจึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้ ได้มีพฤติการณ์สั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินลงมาบนถนนเพื่อขัดขวางรถยนต์พระที่นั่งบริเวณด้านหน้ารวมถึงบริเวณโดยรอบของรถยนต์พระที่นั่งเพื่อปิดกั้นขบวนเสด็จ ทําให้รถยนต์พระที่นั่งต้องหยุดเคลื่อนตัว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผู้ใดได้มีการตะโกนด้วยถ้อยคําไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้มีการชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย ทําให้ผู้กล่าวหาเข้าใจได้ว่าบุคคลดังกล่าวคือกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้รถยนต์พระที่นั่งสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้นได้มีการร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตํารวจมีจํานวนน้อย ผู้กล่าวหาและคนรู้จักของผู้กล่าวหาจึงได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนวด้วย จนกระทั่งขบวนเสด็จเคลื่อนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว


จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 40 – 50 คน ได้หันเข้ามาทําร้ายประชาชนที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนว ไล่ทําร้ายไปเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร บริเวณฝั่งมุ่งหน้าแยกยมราช จนผู้ที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจต้องวิ่งหลบหนีเข้าไปในสนามม้านางเลิ้ง (เก่า) จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายถอยกลับเข้าไปในจุดที่ชุมนุมเดิม ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทําของ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้กับพวก ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลดุสิตเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้เนินคดีตามกฎหมาย


ในส่วนต่อมา หนักงานสอบสวนได้ชี้แจงสาเหตุที่ต้องฝากขังนั่นก็เพราะ ใกล้ครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง แต่ทางพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก อีกทั้งยังต้องตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษ จึงขอศาลให้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 พนักงานสอบสวนยังได้แจ้งว่าจะขอคัดค้านการยื่นประกันตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี


ทั้งนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สุรนาถได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าวันดังกล่าวไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่เผด็จการ และไม่ทราบมาก่อนว่ามีจะมีขบวนเสด็จผ่านถนนพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นฝ่ายที่ปิดกั้นถนนโดยรถตู้ และตั้งแถวคล้องแขนเดินหน้าหาผู้ชุมนุม จนผู้ชุมนุมเข้าใจว่าจะปิดกั้นผู้ชุมนุมหรือมีการสลายการชุมนุมและพยายามป้องกันให้ไม่มีการปะทะกัน


หลังจากนี้ สุรนาถจะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งระหว่างนี้ญาติและทนายความสามารถยื่นประกันตัวได้อีก


https://tlhr2014.com/?p=22323


เปิดตัววัคซีนที่จีนผลิตร่วมกันฝ่าความยากลำบากไม่หยุดยั้ง

 ในงานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติจีนปี 2020 บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่สังกัดกลุ่มบริษัทเภสัชกรรมจีน ได้เข้าร่วมนิทรรศการด้านสาธารณสุขและการป้องกันโรคตามคำเชิญ และได้เปิดตัววัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย 2 ตัวที่วิจัยและพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากบรรดาผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกัน ข่าวที่ว่า “เปิดตัววัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตายที่จีนผลิตเองเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมการค้าภาคการบริการนานาชาติจีนปี 2020” ได้ขึ้นกระดานการสืบค้นของเว็บไซต์ไป่ตู้เว็บไซต์การสืบค้นอันดับแรกของจีนอย่างรวดเร็ว การที่บรรดาชาวเน็ตจัดวัคซีนดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของงานมหกรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของประชาชนจีนที่มุ่งมั่นผ่านพ้นช่วงยากลำบากในปัจจุบัน


ในงานมหกรรมดังกล่าว สินค้าที่ร่วมการแสดงมีอยู่มากมาย และเป็นที่ชุมนุมของสินค้าที่มีชื่อเสียง แต่วัคซีนตัวเล็ก ๆ 2 โดสกลับกลายเป็น “สินค้าโดดเด่น” ที่ได้ขึ้นกระดานการสืบค้นยอดฮิตทางอินเทอร์เน็ต ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงไม่ได้รับการควบคุมอย่างรอบด้าน ทุกครั้งที่การวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 มีการคืบหน้า ย่อมจะดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างมาก รายงานระบุว่า วัคซีน 2 ตัวที่เปิดตัวในงานมหกรรมครั้งนี้ ต่างได้เข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย โดยมีจำนวน 50,000 คนจาก 115 ประเทศได้รับการฉีดวัคซีนนี้แล้ว ขณะเดียวกัน จีนยังได้สร้างโรงงานผลิตที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสูงที่กรุงปักกิ่งและเมืองอู่ฮั่นตามลำดับ


ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควิด-19 ได้แพร่ระบาดในทั่วโลก พร้อมกับผู้คนได้เรียนรู้ไวรัสโควิด-19 มากยิ่งขึ้น มาตรการป้องกันและควบคุมโรคก็นับวันระมัดระวังยิ่งขึ้นอีกด้วย ปัจจุบัน บรรดานักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนักชีววิทยาแทบทั่วโลกได้บรรลุซึ่งความเห็นพ้องต้องกันว่า วิธีเอาชนะโควิด-19 ที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือวัคซีน ทว่าการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนหน้านี้ นายเกา ฝู สมาชิกสภาวิศวกรรมแห่งชาติจีน ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของจีนบรรยายสรุปว่า วัคซีนที่ดีต้องมีเงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่ “ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพที่ควบคุมได้” การวิจัยและพัฒนาวัคซีนจะใช้เวลานาน 1.5-2 ปี ประกอบกับไวรัสโควิด-19 ยังกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง การวิจัยและพัฒนาวัคซีนให้ได้มาตรฐานพร้อมผลิตเป็นจำนวนมากนั้นยิ่งยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ วัคซีนโควิด-19 ที่จีนผลิตเองได้รับความสนใจอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก


ไวรัสเป็นศัตรูของมวลมนุษยชาติ เผชิญกับไวรัสโควิด-19 ประชาชนประเทศต่าง ๆ ควรร่วมมือกันต่อสู้ มีแต่สามัคคีและประสานงานกัน จึงจะสามารถเอาชนะโควิด-19ให้ได้โดยเร็ว จีนเป็นประเทศที่ริเริ่มและใช้ปฏิบัติการอย่างแข็งขันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้โควิด-19 อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่และเสมอต้นเสมอปลาย โดยแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ระยะต้น สร้างโอกาสแบ่งปันข้อมูลและผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อวิจัยและพัฒนายารักษาและวัคซีนอย่างแข็งขัน ในพิธีเปิดการประชุมประจำปีของสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 73 ที่จัดขึ้นทางไกล นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้สัญญาอย่างหนักแน่นว่า “เมื่อประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จีนจะจัดวัคซีนเป็นผลิตภัณฑ์สาธารณะของโลก เพื่อสร้างคุณูปการต่อการให้วัคซีนมีความทั่วถึงและแบกรับได้ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมนุษยธรรมและความรับผิดชอบของจีนที่เป็นประเทศใหญ่ในโลก


“บริการทั่วโลก อำนวยประโยชน์แก่กัน และแบ่งปันกัน” พิจารณาจากทางประวัติศาสตร์จะพบว่า การเปิดกว้างเป็นแนวโน้มการพัฒนา ความร่วมมือเป็นความปรารถนาของผู้คน การเปิดกว้างและความร่วมมือเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของงานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติจีนปี 2020 การวิจัยและพัฒนาวัคซีนต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ยึดมั่นเจตนารมณ์การเปิดกว้างและความร่วมมือ กระชับความร่วมมือด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร เพื่อเอาชนะโควิด-19 โดยเร็ว และผ่านพ้นช่วงยากลำบากทางประวัติศาสตร์ในขณะนี้ อีกทั้งร่วมกันต้อนรับอนาคตที่งดงามยิ่งขึ้น



เขียนโดย นายจง ชาว

แปลโดย นายจูน ฟาน


เครดิต https://siamrath.co.th/n/189353


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดขบวนการซื้อถุงมือยาง

 


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วานนี้ (23 ก.ย.63) เวลา 15.30 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ อคส. กับพวก โดยต้องการให้ ป.ป.ช.กล่าวหา พ.ต.อ.รุ่งโรจน์กับพวกว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช.เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน


ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนระบุว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ได้ทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมถึงกฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีพฤติกรรมรีบเร่ง อีกทั้ง ร่วมสมคบกับบริษัทปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะบริษัท และไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความมั่นคง และความสามารถทางการเงิน นอกจากนี้ ยังไม่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.พิจารณา แต่กลับใช้อำนาจรักษาการสั่งให้ดำเนินการตามสัญญา และสั่งจ่ายเงินให้บริษัทเมื่อวันที่ 2 ก.ย.63 รวม 2,000 ล้านบาท หลังการทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 31 ส.ค.63 ซึ่งทำให้ อคส.เสียหาย


ทั้งนี้ ผู้บริหาร อคส.มองว่า กรณีนี้เป็นการกระทำเข้าข่ายทุจริต และใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียว เพราะในการซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาท รวม 112,500 ล้านบาทนั้น ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูล ไม่ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่กลับซื้อจากผู้ผลิตรายเดียว ไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ทั้งๆที่ผู้บริหารเคยต้องคดีฉ้อโกง สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม บริษัทไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา แต่กลับมีสิทธิ์ได้รับเงินมัดจำจาก อคส. 2,000 ล้านบาท รวมถึงไม่เสนอให้บอร์ดอนุมัติเงิน 2,000 ล้านบาท.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

เอเย่นต์ยาบ้า เหิมสู้ ตร. คว้ามีคัดเตอร์ไล่แทง จนท.เจ็บสอง แต่ไม่รอด

 


(23 กันยายน พ.ศ. 2563) โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.พิเชษฐ จิระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ , พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตะไคร้ รองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.ท.สุริยะฎิษ สุริยะธง หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ ทำการจับกุมตัวนายสุริยะ เตปิน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 ม.6 ต.ออนกลาง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 1,167 เม็ด มีดคัดเตอร์ 1 อัน นำตัวดำเนินคดีข้อหา"มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส พกพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ดำเนินดคีตามกฏหมาย

 

การจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำการออกจับกุมกวาดล้างกลุ่มผู้ค้ายารายย่อยในพื้นที่อำเภอแม่แแน และอำเภอสันกำแพง จับกุมได้ผู้เสพได้หลายคดี ซึ่งเกือบทุกรายได้ให้การชัดถอดว่ามีเอเย่นต์ใหญ่คือนายสุริยะ ทางเจ้าหน้าที่จึงให้สายลับติดต่อล่อซื้อโดยนัดส่งของกันที่บริเวณริมถนนหน้าบ้านของคนร้าย ทางเจ้าหน้าที่จึงวางกำลังดักสุ่มโดยรอบ พอถึงเวลานัดหมายนายสุริยะ ได้เข้ามาที่บ้านและยืนรอที่ริมถนนหน้าบ้าน ทางสายลับก็เข้าไปติดต่อส่งเงินมอบยาบ้า ทางเจ้าหน้าที่ที่สุ่มไว้ก็แสดงตัวออกมาหมายจับกุม แต่นายสุริยะ ก็ได้ต่อสู้ขัดขืน โดยใช้ มีดคัตเตอร์ทำร้าย ส.ต.ท.วัชระ ลาภเกิด ตำรวจสังกัดชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณนิ้วมือและสายลับได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลเป็นทางยาวบริเวณหน้าอก เพื่อพยายามเปิดทางหนี แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไว้ได้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับยามาจากพ่อค้ายารายใหญ่อีกถอดแล้วนำมากระจายขายรายย่อยเพื่อสร้างกำไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลการจับกุมกวาดล้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส.ว.ลั่นไม่ทรยศ 16 ล้านเสียงตั้ง ส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่

 


(23 กันยายน พ.ศ. 2563) ส.ว.ขวางตั้งส.ส.ร.ยกร่าง รธน.ใหม่ เพราะเป็นการทรยศ 16 ล้านเสียงประชามติ รธน.ฉบับนี้ หวั่นไปไกลถึงล้มการปกครอง ยุนายกฯลาออกปิดสวิตช์ส.ส.เลือกตั้งใหม่ ด้าน "น้องวิษณุ" แนะทำประชามติ 2 ครั้ง เชื่อมียื่นศาลตีความ


สำหรับบรรยากาศการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย โดย ส.ส.และส.ว.สลับกันขึ้นมาอภิปรายการแก้รัฐ ธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของส.ส.รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้ง ส.ส.ร.มา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีปัญหามากมาย ขณะที่ส.ว.ส่วนมากที่ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นคัดค้านการตั้ง ส.ส.ร.เนื่องจากเกรงว่า เป็นการตีเช็กเปล่า ไม่รู้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง และมีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และสิ้นเปลืองงบประมาณทำประชามติ โดยสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแทน อาทิ พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ ส.ว.อภิปรายว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ การให้มีส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการทรยศต่อ 16.8 ล้านเสียงที่เห็นชอบรัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ และยังสิ้นเปลืองงบประมาณ 20,000ล้านบาท ในการทำประชามติ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อวัคซีนโควิด-19 ไม่รู้คิดถึงคนไทยหรือคิดถึงวาระซ่อนเร้นของตัวเอง ดังนั้นควรแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราจะเหมาะสมกว่า ตนยินดีที่จะสนับสนุนการแก้ไขรายมาตราเรื่องให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบ


นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ส.ว.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ระบุให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีแต่ให้แก้เพิ่มเติมเท่านั้น ดังนั้นการขอแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้งส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคือ การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกรงว่า อาจมีการไปยื่นให้อัยการสูงสุด หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับทำได้หรือไม่ เพราะอาจถูกกล่าวหากระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 รวมถึงอาจถูกป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องจงใจปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิการเมือง 10ปี และถูกฟ้องคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ส่วนการปิดสวิตช์ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 นั้น ขอถามว่า ส.ว.250 คน ทำผิดอะไร ถึงขั้นจะปิดสวิตช์ส.ว.ไม่ให้ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ส.ว.อยู่มาไม่ถึง 2 ปีจะปิดสวิตช์แล้ว ขณะนี้ประเทศมีปัญหามากมาย นายกฯควรปิดสวิตช์ส.ส.ด้วยการยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกที่ดีกว่า


พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปรายว่า มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ครั้งแรก ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนที่จะมีการลงมติรับหลักการในวาระแรกว่า อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และครั้งที่สอง ทำหลังจากส.ส.ร.ยกร่างเสร็จและมีการลงมติเรียบร้อยแล้วให้ทำประชามติสอบถามประชาชนว่า พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นอกจากยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว การแก้ไขแบบรายมาตราก็มีคำถามเหมือนกันว่า จะต้องทำประชามติถามประชาชนหรือไม่ ยืนยันว่า ตนไม่ขัดข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายในอาณัติของใคร เคารพเสียงของประชาชนและลูกๆหลานๆที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ขัดกฏหมาย ไม่มีใครนำเรื่องไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า กระบวนการได้รัฐธรรมนูญไม่ชอบ เพราะเมื่อครั้งปี 2555 ที่มีการยื่นแก้ไขมาตรา 291 ในรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อแก้ไขทั้งฉบับก็มีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สามารถทำได้หรือไม่ ในที่สุดศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขทั้งฉบับควรผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนที่จะมีการแก้ไข ผมเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีคนยื่นให้ศาลตีความเหมือนกับในปี 2555 แน่นอน ซึ่งโดยส่วนตัว ถ้าผมขัดข้องหมองใจหนักๆก็ยินดีลาออกจากส.ว.เพื่อยึดหลักกฏหมายที่ถูกต้อง

"ดีเจก๊อง" เสียชีวิต รถเก๋งชนเสาไฟฟ้าพังยับเยินบริเวณโค้งร้อยศพ

 


(24 ก.ย. 2563) เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ ปราบคนชั่ว สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายใน 1 ราย บริเวณก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร กทม. จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง


ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณช่วงโค้งร้อยศพ ฝั่งตรงข้ามศาลอาญารัชดา ก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 เล็กน้อย พบเสาไฟฟ้าแรงสูงหักตั้งแต่ช่วงกลางต้น แผงเหล็กกั้นได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก ห่างไปประมาณ 30 เมตร บริเวณเลนขวาสุดชิดเกาะกลางถนน พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีดำ หมายเลขทะเบียน 2 กง 7786 กรุงเทพมหานคร สภาพตัวรถพังเสียหายยับเยิน มีชิ้นส่วนแตกกระจัดกระจายตกเกลื่อนพื้นถนน ถุงลมนิรภัยทั้งด้านคนขับและที่นั่งข้างคนขับทำงาน ส่วนร่างผู้ขับขี่หลุดออกจากเข็มขัดนิรภัยกระเด็นไปเสียชีวิตที่เบาะหลัง ทราบชื่อต่อมาคือ นายอรรณพ พูนศรีพัฒนา หรือก๊อง อายุ 33 ปี อาชีพดีเจ สวมเสื้อยืดสีเทา นุ่งกางเกงวอร์มขายาว สีดำ สภาพกะโหลกแตก คอหัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างประตูหลังด้านขวา เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถ ส่วนภายในห้องโดยสารพบบัตรประจำตัวของผู้ตายซึ่งออกให้โดยสภาสถาปนิก 1 ใบ และอุปกรณ์เครื่องเล่นอิเล็คทรอนิกส์ของดีเจ จำนวน 1 ชุด จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน


สอบถาม นายบุญส่ง ก้านแก้ว อายุ 60 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรทำหน้าที่ตามปกติ จู่ๆก็ได้ยินเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าที่อยู่ด้านหน้าระเบิด และไฟฟ้าดับทั้งหมด จึงออกมาดูพบว่า เป็นอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับเสาไฟฟ้าแรงสูง และมีผู้เสียชีวิต ซึ่งที่ผ่านมา ในจุดนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยล่าสุดเพิ่งเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเล็กและแม่ รวม 2 ศพไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


ต่อมาที่ สน.พหลโยธิน ได้มี น.ส.นันทณัฏฐ์ พูนศรีพัฒนา 36 ปี พี่สาวของนายอรรณพ และกลุ่มเพื่อนที่ทำงานดีเจ พีอาร์ และกลุ่มคนทำงานกลางคืนหลายคนที่ทราบเรื่อง เดินทางมาแสดงความไว้อาลัยผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยทันทีที่พบร่างของนายอรรณพต่างร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ บางคนรับไม่ได้กับภาพที่เห็นเกิดอาการเป็นลมล้มพับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันหามตัวไปปฐมพยาบาลที่โซฟาด้านบนโรงพัก โดย น.ส.นันทณัฏฐ์ พี่สาวซึ่งยังอยู่ในอาการช็อคบอกกับตำรวจสั้นๆ ว่า ทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นจะนำศพน้องชายไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี


ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า จากการสอบถามพี่สาวและเพื่อนผู้ตายให้การตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนายอรรณพได้ไปทำงานดีเจที่ร้านเดอะคอนเนอร์ ย่านบางเขน ก่อนจะเร่งทำเวลาเดินทางเพื่อไปทำงานอีกร้านที่ซอยสุขุมวิท 5 ส่วนตัวนายอรรณพไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ เบื้องต้นพบว่าไม่มีรถคู่กรณี มีเพียงเสาไฟฟ้าหักเสียหาย 1 ต้น จึงจะประสานประกันภัยมาชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ส่วนสาเหตุคาดว่าช่วงเกิดเหตุ ฝนกำลังตก ทำให้ถนนเปียกลื่น รถจึงเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าแล้วพลิกคว่ำ หลังจากนี้จะให้มูลนิธิปอเต็กตึ้งนำศพส่งสถาบันนิติเวชรพ. ตำรวจก่อนจะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติจากหน้าเฟซบุ๊คของนายอรรณพ ผู้เสียชีวิต ที่ใช้ชื่อว่า “Annop Poonsripattana” พบว่าเจ้าตัวจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะสถาปัตยกรรม และมีอาชีพเป็นดีเจในสถานบันเทิงต่างๆ รวมถึง เคยเป็นผู้เข้าร่วมสมัครรายการเทคมีเอาท์ไทยแลนด์ เมื่อปี 2558 โดยหลังเกิดเหตุ ได้มีศิลปินนักร้อง เพื่อนและคนรู้จัก เข้ามาโพสต์แสดงความเสียใจและอาลัย อาทิ ศิลปินนักร้องไวตามิน เอ ได้โพสต์ว่า "ไม่อยากเชื่อเลย ขอบคุณมิตรภาพที่ดี ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะน้องรัก RIP ก๊อง พักผ่อนนะครับ